การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วยสกุลเงินต่างประเทศ

การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วยสกุลเงินต่างประเทศ

       การประกอบธุรกิจบางกิจการมีความเกี่ยวข้องกับสกุลเงินตราต่างประเทศ บริษัทที่ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่คู่ค้าที่ทำธุรกิจระหว่างกันอยู่ต่างประเทศ ในการซื้อ-ขายสินค้าระหว่างกันจำเป็นต้องมีเงินตราต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ การทำธุรกิจระหว่างกันจึงเกิดประเด็นในการรับรู้รายการทางบัญชีว่าจะใช้สกุลเงินใดในการรับรู้รายการ และใช้อัตราแลกเปลี่ยนจากธนาคารใด ทางบัญชีจึงได้เกิดมาตรฐานการบัญชีขึ้น ซึ่งกำหนดวิธีแปลงค่างบการเงินให้เป็นสกุลเงินที่ใช้นำเสนองบการเงินและให้รับรู้หน่วยเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

       ในทางภาษีอากร ผู้ประกอบการมีหลักเกณฑ์ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 มาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ในการปรับปรุงรายการกำไรหรือขาดทุนทางบัญชีให้เป็นกำไรหรือขาดทุนทางภาษี และให้ผู้ประกอบการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยโดยให้คิดตามอัตราตามอัตราแลกเปลี่ยนที่กระทรวงการคลังประกาศทุกสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี นอกจากนี้ กรมสรรพากร ได้เสนอมาตรการกำหนดให้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถใช้สกุลเงินต่างประเทศในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลโดยมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

1. กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

       ใช้เงินตราสกุลอื่นนอกจากเงินตราไทยเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงานสามารถแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากร เพื่อใช้เงินตราสกุลดังกล่าวในการจัดทำบัญชีงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุน หรือบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่าย รวมถึงการคำนวณกำไรสุทธิหรือยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ และการคำนวณภาษีเงินได้ที่ต้องชำระได้ และกำหนดให้การประเมินภาษีและการแจ้งภาษีที่ต้องชำระ หรือต้องชำระเพิ่ม หรือได้รับคืน รวมทั้งการคำนวณเบี้ยปรับ หรือเงินเพิ่ม และการปฏิบัติการอื่นใดของเจ้าพนักงานประเมิณกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ใช้เงินตราสกุลอื่นนอกจากเงินตราไทยเป็นสกุลที่ใช้ในการดำเนินงาน ต้องดำเนินการโดยใช้เงินตราสกุลที่ใช้ในการดำเนินงานของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น

2. กำหนดเกณฑ์ในการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หนี้สิน และรายการอื่นๆ

       งบการเงินในวันสิ้นราบระยะเวลาบัญชีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีที่ใช้สกุลเงินอื่น นอกจากเงินตราไทยเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อให้มีหลักเกณฑ์ใช้บังคับ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีที่ใช้สกุลเงินอื่นนอกจากเงินตราไทยเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน

3. กำหนดหลักเกณฑ์ในการคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน

       หนี้สินที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรายระยะเวลาบัญชี และที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนส่วนนิติบุคคลที่ใช้เงินตราสกุลอื่นเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐารบัญชีและมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศและเมื่อใช้วิธีการใดให้ใช้วิธีการนั้นตลอดไปจนกว่าจะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรจึงจะเปลี่ยนแปลงได้ สำหรับการคำนวณมีหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

               3.1 การคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน ที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีให้เลือกใช้วิธีการคำนวณอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

                         3.1.1 ใช้อัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศได้คำนวณไว้ แต่ในกรณีมีส่วนใดที่ไม่อาจคำนวณตามอัตราดังกล่าว ให้ขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อใช้อัตราอื่นเฉพาะส่วนนั้นได้

                         3.2.2 ใช้อัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้คำนวณค่าของทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยและอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้คำนวณค่าหนี้สินเป็นเงินตราไทย

                        3.3.3 ใช้วิธีการอื่นซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามวิชาชีพการบัญชีประกาศและกำหนดไว้

               3.2 การคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไป

4. กำหนดการชำระภาษีและการคืนเงินภาษี

      ในกรณีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ใช้เงินตราสกุลอื่นเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินการ ให้ใช้เงินตราไทย โดยให้คำนวณค่าตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ในวันทำการสุดท้ายก่อนวันชำระภาษีหรือก่อนวันที่ผู้มีดำนาจอนุมัติให้คืนเงินภาษี เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราแลกเปลี่ยนตามความเป็นจริงในวันที่มีการชำระภาษีหรือได้รับคืนเงินภาษี

 

5. กำหนดให้ผลกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน

      จากการคำนวณค่าของสกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงานเป็นเงินตราไทยเพื่อชำระภาษีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ใช้เงินตราสกุลอื่นเป็นสกถลเงินที่ใช้ในการดำเนินงานไม่ให้นำมาถือเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ

 
สำหรับธุรกรรมการเงินเป็นเงินตราต่างประเทศสามารถเลือกใช้สกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงานเป็นสกุลเงินอื่นนอกจากสกุลเงินตราไทยได้กำหนดให้ใช้บังคับสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป
 
ขอขอบคุณ : กรมสรรพากร

ใส่ความเห็น

Close Menu