มาตรการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม

มาตรการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวม

       ในปี 2561 ที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์ของตลาดตราสารหนี้เกิดขึ้น หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญ คือ เรื่องดอกเบี้ยที่ได้รับจากการฝากเงินหรือผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนโดยตรงในตราสารหนี้มีภาระภาษีมากกว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวมอันทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในระบบภาษี
 
       ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้ลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง ผู้ฝากเงินกับธนาคาร และผู้ลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้กระทรวงการคลังจึงได้พิจารณาปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุนรวมให้มีภาระภาษีเท่าเทียมหรือใกล้เคียงกันกับการฝากเงินหรือการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง โดยอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ทำให้ประชาชนมีภาระในการปฏิบัติหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เฉพาะในส่วนของรายได้ประเภทดอกเบี้ยส่วนลด (Discount) และเงินได้ที่มีลักษณะเดียวกันกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 โดยกำหนดให้ผู้จ่ายเป็นผู้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และกองทุนรวมโดยไม่ต้องมีภาระในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้อีกยกเว้นกรณีที่ได้รับเงินได้ดังกล่าวจากต่างประเทศ ทั้งนี้สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งจำนวน สำหรับเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ได้ผ่านการเสียภาษีมาแล้ว และยังได้ปรับปรุงการจัดประเภทเงินได้ในประมวลรัษฎากร เพื่อให้ภาระภาษีของนักลงทุนต่างประเทศที่ได้รับผลตอบแทนจากกองทุนรวมเท่าเทียมกันกับภาระภาษีของนักลงทุนในประเทศที่เสียอยู่แล้ว อันนี้จะช่วยเพิ่มความเป็นธรรมในระบบภาษีและไม่บิดเบือนรูปแบบของการลงทุน
 
ทั้งนี้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนดเวลา 90 วันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการซึ่งมีสาระสำคัญ ประกอบด้วย
 
  1. กองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ และ ตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา ร้อยละ 1 ของรายได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ
  2. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือกองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เป็นนิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร
  3. ให้ผลประโยชน์จากการโอนหน่วยลงทุนในกองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศเฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุนเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ช) แห่งประมวลรัษฎากร
  4. บุคคลธรรมดาไทยเลือกเสียภาษีเงินได้สำหรับเงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับจากกองทุนรวมที่ตั้งชื้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในอัตราร้อยละ 10 โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาต่างประเทศให้ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 10

ขอบคุณข้อมูลจาก สรรพากร

ใส่ความเห็น

Close Menu
Supportscreen tag