เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้กรมสรรพากรขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้งานระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Ecosystem) ออกไปอีก 2 ปี เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจไทยเร่งปรับตัวสู่การดำเนินงานแบบดิจิทัล ลดการใช้เอกสารกระดาษ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาษีภายในองค์กร
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และ e-Withholding Tax ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการทำงานด้านการเงิน บัญชี และภาษีขององค์กรให้มีความทันสมัย รวดเร็ว และสอดคล้องกับนโยบาย Digital Transformation ของภาครัฐ
ใช้งาน getInvoice (e-tax Invoice) หักรายจ่ายค่าบริการระบบดังกล่าวได้ 2 เท่า!!
มาตรการที่ 1 : หักรายจ่ายได้ 2 เท่า สำหรับการลงทุนระบบ e-Tax Invoice และ e-Withholding Tax
กรมสรรพากรยังคงสนับสนุนให้ภาคธุรกิจลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ลงทุนหรือใช้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และ e-Withholding Tax
สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ
- หักรายจ่ายค่าลงทุนระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ได้ 2 เท่าของรายจ่ายจริง
- หักรายจ่ายค่าใช้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ได้ 2 เท่าของรายจ่ายจริง
- หักรายจ่ายค่าใช้บริการระบบ e-Withholding Tax ได้ 2 เท่าของรายจ่ายจริง
- เพิ่มสิทธิใหม่สำหรับการหักรายจ่ายค่าตรวจประเมินระบบสารสนเทศที่ Service Provider จ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ได้ 2 เท่าของรายจ่ายจริง
มาตรการนี้ช่วยให้องค์กรสามารถลดภาระภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมทั้งเร่งการลงทุนด้านเทคโนโลยีและระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
มาตรการที่ 2 : ลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย เหลือเพียง 1%
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือการส่งเสริมการใช้งานระบบ e-Withholding Tax โดยลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับรายการที่ดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
อัตราภาษีใหม่
| อัตราเดิม | อัตราใหม่ |
|---|---|
| 5% | 1% |
| 3% | 1% |
| 2% | 1% |
การลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือเพียง 1% ช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับธุรกิจ เนื่องจากผู้รับเงินจะถูกหักภาษีน้อยลง ส่งผลให้มีกระแสเงินสดหมุนเวียนภายในกิจการมากขึ้น
มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อใด
มาตรการทั้ง 2 รายการจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ : 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2570
รวมระยะเวลา 2 ปีเต็ม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการวางแผนการลงทุนและปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานเข้าสู่ระบบดิจิทัลได้อย่างต่อเนื่อง
ประโยชน์ที่ธุรกิจจะได้รับจากมาตรการนี้
นอกจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว การนำระบบ e-Tax Invoice และ e-Withholding Tax มาใช้งานยังช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์ในหลายด้าน เช่น
ลดต้นทุนการจัดการเอกสาร
- ลดค่าใช้จ่ายด้านกระดาษ
- ลดต้นทุนการจัดเก็บเอกสาร
- ลดพื้นที่จัดเก็บเอกสารภายในองค์กร
เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
- ออกใบกำกับภาษีได้รวดเร็วขึ้น
- ลดขั้นตอนการทำงานแบบ Manual
- ลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำ
เพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล
- เอกสารสามารถค้นหาและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย
- ลดความเสี่ยงจากเอกสารสูญหาย
- รองรับการจัดเก็บข้อมูลตามมาตรฐานดิจิทัล
สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Transformation
องค์กรสามารถเชื่อมต่อระบบ ERP และระบบบัญชีเดิมเข้ากับระบบ e-Tax Invoice ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลทางการเงินเป็นแบบดิจิทัลครบวงจร
สรุป
การขยายมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ออกไปอีก 2 ปี ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับองค์กรที่ยังไม่ได้เริ่มใช้งาน e-Tax Invoice & e-Receipt หรือ e-Withholding Tax รวมถึงองค์กรที่ใช้งานอยู่แล้วและต้องการขยายการลงทุนเพิ่มเติม
ด้วยสิทธิประโยชน์ในการหักรายจ่ายได้ 2 เท่า และการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือเพียง 1% จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สำหรับองค์กรที่กำลังวางแผนปรับใช้ระบบ e-Tax Invoice การเริ่มต้นในช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มที่ พร้อมยกระดับกระบวนการทำงานสู่มาตรฐานดิจิทัลในระยะยาว
“เพียงแค่เปลี่ยนมาใช้ระบบ (e-Tax Invoice) ก็เท่ากับช่วยองค์กรของคุณให้เดินหน้าเร็วขึ้น”